ไม่ได้มาอัพซะนานเลย   อย่าเพิ่งลืมกันไปนะครับ    ไม่งั้นเดี๋ยวผมแอบไปร้องไห้คนเดียวในส้วมด้วยนะครับ  ( อ๋อ  คือ  ไปร้องไห้ในส้วมมั้ง     ไปหาอะไรกินล้วนๆ )

ที่จริงแล้วคอลัมน์ในวันนี้ไม่มีใครถามหรอกครับ      จะมีใครถามได้ไงครับก็เห็นมีคอมเม้นท์อยู่คอมเม้นท์เดียวจากเพื่อนนาวเท่านั้นเอง  แต่อยากอัพเรื่องดีดีครับวันนี้   เลยอัพบล็อคซะเลย

จริงๆแล้วน้องโต๋ฝากคำถามมาเกี่ยวกับเรื่อง  ชื่อของทวีปอเมริกาได้มาจาก  อเมริโก   เวสปุชชี่จริงหรือ    กับ   เรื่องกษัตริย์โซโลมอนเป็นใคร     แต่ผมว่ามันยากไปแฮะ     ไว้ก่อนดีกว่า  

 

งั้นครั้งนี้ขออัพเรื่องดีดีไว้ก่อนแล้วกันครับ    เป็นเรื่องกลอนของท่านพุทธทาสครับ

ท่านพุทธทาสเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาท่านหนึ่ง   ที่ผมนับถือมากในสิ่งต่างๆที่ท่านได้กระทำมา     เมื่อตอนที่บวช  ผมก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดสวนโมกขพลาราม  อ.ไชยา   จ.สุราษฎร์ธานี  ด้วย   ที่จริงหลักสูตรสำหรับพระสงฆ์นั้น  ถ้าอยู่จนจบต้องใช้เวลา  15  วัน    แต่ช่วงที่ไปนั้นผมไม่ทราบเรื่องหลักสูตรนี้มาก่อน   และก็ใกล้จะถึงฤกษ์สึกแล้วด้วย   เลยอยู่ได้ราวหกวันเท่านั้นเองครับ

แต่เป็นหกวันที่มีคุณค่ามาก   เข้าใจหลักธรรม   และหลักปฏิบัติธรรมต่างๆมากมายจริงๆ

เรื่องบางอย่างอาจดูว่ายากเกินไปครับ   แต่ที่จริงแล้วแนวปฏิบัติธรรมของท่านพุทธทาสเป็นเรื่องง่ายๆที่นำมาใช้ได้จริงในชีวิต     ซึ่งแนวทางของพุทธศาสนานั้น   แท้จริงแล้วไม่ได้ยากเย็นเลยครับ   เพราะธรรมะในพระพุทธศาสนานั้นมีมากมายหลายระดับ    เหมาะสำหรับการกำจัดทุกข์ได้ทุกระดับ

สำหรับผู้ปฏิบัติชั้นสูงเพื่อมุ่งหวังนิพพาน   ก็มี

สำหรับผู้ที่อยากสร้างกุศลเพื่อหวังให้ชีวิตสุขสบายไปจนถึงโลกสวรรค์   ก็มี

สำหรับผู้ที่เพียงหวังให้ชาตินี้อยู่ได้อย่างดีที่สุด   ก็มี

 

ธรรมะข้อที่แสดงให้เห็นว่า  พระพุทธธรรมนั้นครอบคลุมทุกระดับ   ก็คือ   มงคล  38  ประการครับ  ท่าน พันโทปิ่น   มุทุกันต์  ได้เคยกล่าวไว้ว่า   มงคล  38  ประการ  เป็นธรรมะที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องง่ายๆในชีวิตประจำวัน  อย่าง  ไม่คบคนพาล  ,   คบบัณฑิต  ,  บูชาคนที่ควรบูชา  ,  เลี้ยงดูบิดามารดา  ไปจนถึงระดับสูงขึ้นเรื่อยๆเช่น   ประพฤติพรหมจรรย์   ,  ทำพระนิพพานให้แจ้ง , ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม  8  เป็นต้น

แต่ที่วัดสวนโมกขพลารามนั้น   มีแนวการสอนธรรมะผ่านรูป  เรื่องเล่าง่ายๆ  นิทาน   คำกลอน   และอื่นๆอีกมากมายครับ  ในโรงมหรสพทางวิญญาณ    ยิ่งถ้าใครได้ไปนุ่งขาวห่มขาวฝึกปฏิบัติธรรมที่นั่น   ก็จะยิ่งได้คำสอนดีดีอีกมากมายครับ     

 

คุณโอปอลล์   ปาณิสรา    พิมพ์ปรุ    นักแสดงหญิงชื่อดัง   ก็เคยเขียนเล่าไว้ว่า    ตอนที่ยังสาว ( กว่าตอนนี้ )  เธอก็เคยสงสัย  และไม่เข้าใจในธรรมะของพระพุทธศาสนาครับ    แต่แทนที่เธอจะหมดศรัทธา   หรือหันไปหาความเชื่ออื่นๆตามการชักชวนของใคร    เธอกลับใช้วิธี  "เช็ดแว่นตาของตนให้สะอาด"  แทนการเปลี่ยนแว่นครับ   เมื่อไม่เข้าใจในศาสนาพุทธที่ติดตัวมาแต่เกิด     เธอก็ใช้วิธีขออนุญาตครอบครัว   ลงไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกขพลาราม   นี่แหละครับ    ผมไม่แน่ใจว่าเธอไปเจ็ดวัน   หรือ  สิบห้าวัน     แต่เธอเล่าว่า  นับแต่นั้นเธอได้สิ่งดีดีกลับมาอีกเพียบ    เข้าใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น    และมีแนวทางชีวิตที่มีสติมากขึ้น

ผมจำได้ว่า   ครั้งหนึ่งเธอไปต่างประเทศ   แล้วมีข่าวแรงๆเกิดขึ้นกับเธอที่เมืองไทย     คือคุณอ๊อฟ  ปองศักดิ์   เพื่อนสนิทของเธอ   ออกมาบอกนักข่าวว่า  ทะเลาะกับโอปอลล์   และขอโทษตั้งสิบๆครั้งแล้วก็ไม่หายโกรธสักที   สื่อประโคมข่าวเกาเหลาคู่นี้ใหญ่เลยครับ  เป็นสัปดาห์ได้  สื่อรอคุณโอปอลล์กลับมาเพื่อสัมภาษณ์    ผมก็รอดูครับว่าเธอจะพูดอย่างไร    จะมาแฉกลับให้แรงเหมือนคู่อื่นๆไหม    แต่พอเธอกลับมา   เธอให้สัมภาษณ์สั้นๆทำนองว่า    "ไม่ได้โกรธอะไรแล้ว   เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว   ขอโทษกันแล้วตนจะโกรธอะไรใครกันหนักหนาเล่า"    แค่นั้นครับ    ประเด็นที่ร้อนมาเป็นสัปดาห์ๆก็จบลงทันที    วันรุ่งขึ้นผมไม่เห็นข่าวนี้ในข่าวบันเทิงอีกเลย      นี่แหละครับ   วิธีแก้ปัญหาแบบผู้มีสติจริงๆ    

 

อ้อมมาซะไกลเลย   เข้าเรื่องดีกว่าครับ      วันนี้    เลยอยากนำคำกลอนสอนใจดีดีจากท่านพุทธทาส   มาอัพขึ้นบล็อคไว้ครับ    ทั้งเพื่อสอนใจตนเอง   และผู้ที่มีโอกาสได้อ่านด้วย   อ้อ  ที่จะลงไว้คงเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ     หากใครอยากรู้เพิ่มเติม    ผมสนับสนุนให้ค้นคว้าเองครับผม

 

 ที่มา  :  http://www.watkoh.com/data/budha_dasa/mastermenu.html

โลกเปรียบศาลาให้อาศัย

  • โลกนี้เปรียบ ศาลา ให้อาศัย
    ประเดี๋ยวใจ ผ่อนพัก แล้วจักผัน
    ทางที่ดี เมื่อพราก ไปจากมัน
    ควรสร้างสรรค์ ส่งเสริม เพิ่มคะแนน
  • เมื่อเราได้ เกิดมา ในอาโลก
    ได้พ้นโศก พ้นภัย สบายแสน
    จึงควรสร้าง สิ่งชอบ ไว้ตอบแทน
    ให้เป็นแดน ดื่มสุข ขึ้นทุกกาล
  • คุณความดี ของท่าน กาลก่อนก่อน
    ที่ท่านสอน ไว้ประจักษ์ เป็นหลักฐาน
    เราเกิดมา อาศัย ได้สำราญ
    ควรหรือผ่าน พ้นไป ไม่คำนึง ฯ

โลกคือเครื่องลองและโรงละคร

  • โลกนี้คือ เครื่องลอง ของมารร้าย
    ไว้สอบไล่ ว่าใคร ยังหลงใหล
    ว่าใครบ้า ใครเขลา เฝ้าจมใน
    หล่มโลกใหญ่ ติดตัง ทั้งชั่วดี!
  • โลกนี้ ที่แท้คือ โรงละคร
    ไม่ต้องสอน แสดงถูก ทุกวิถี
    ออกโรงกัน จริงจัง ทั้งตาปี
    ตามท่วงที อวิชชา ลากพาไป!

โลกเปรียบมหาสมุทรและกรงไก่

  • โลกนี้เปรียบ ปานว่า มหาสมุทร
    ปลามนุษย์ ผุดว่าย อยู่ไหวไหว
    เพราะตัณหา หมื่นวิถี เข้าจี้ใจ
    วิ่งขวักไขว่ เหยื่อดี มีไม่พอ!
  • โลกนี้คือ กรงไก่ เขาใส่ไว้
    จะนำไป แล่เนื้อ ไม่เหลือหลอ
    จิกกันเอง ในกรง ได้ลงคอ
    เฝ้าตั้งข้อ รบกัน ฉันนึกกลัว!

โลกนี้พัฒนา

  • โลกฮึดฮัด พัฒนา บูชาโป๊
    เพราะเผลอโง่ ทีละนิด คิดไม่เห็น
    ไม่มีใคร ตำหนิใคร เพราะใจเป็น
    ในเชิงเช่น เดียวกัน ไม่ทันรู้
  • รัฐบาลไหน ในโลก สับโขกมัน
    ดูจะชอบ เหมือนกัน ทำไก๋อยู่
    พวกนักบวช แอบหา ภาพมาดู
    คุณครูรู้ พรางศิลปโป๊ โย้ได้ไกล
  • ความก้าวหน้า ทางเนื้อหนัง อย่างนี้เอง
    ครั้นพัฒนา จบเพลง ไม่ไปไหน
    บูชาโป๊ ถึงทูนหัว มั่วกันไป
    โลกยุคใหม่ ต้องไม่โง่ หยุดโป๊ที ฯ

มองแต่แง่ดีเถิด

  • เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
    จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
    เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
    ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
  • จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
    อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
    เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
    ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง ฯ

การพึ่งผู้อื่น

  • อันพึ่งท่าน พึ่งได้ แต่บางสิ่ง
    เช่นพึ่งพิง ผ่านเกล้า เจ้าอยู่หัว
    หรือพึ่งแรง คนใช้ จนควายวัว
    ใช่จะพ้น พึ่งตัว ไปเมื่อไร
  • ต้องทำดี จึงเกิดมี ที่ให้พึ่ง
    ไม่มีดี นิดหนึ่ง พึ่งเขาไฉน?
    ทำดีไป พึ่งตัว ของตัวไป
    แล้วจะได้ ที่พึ่ง ซึ่งถาวร
  • พึ่งผู้อื่น พึ่งได้ แต่ภายนอก
    ท่านเพียงแต่ กล่าวบอก หรือพร่ำสอน
    ต้องทำจริง เพียรจริง ทุกสิ่งตอน
    นี้, จึงถอน ตัวได้ ไม่ตกจม
  • จะตกจน หรือว่าจะ ตกนรก
    ตนต้องยก ตนเอง ให้เหมาะสม
    ตนไม่ยก, .ให้เขายก นั้นพกลม:
    จะตกหล่ม ตายเปล่า ไม่เข้าการ ฯ

ช่างหัวมัน

  • จงยืนกราน สลัดทั่ว ช่างหัวมัน
    ถ้าเรื่องนั้น นั้นเป็นเหตุ แห่งทุกข์หนา
    อย่าสำออย ตะบอยจัด ไว้อัตรา
    ตัวกูกล้า ขึ้นเรื่อยไป อัดใจตาย
  • เรื่องนั้นนิด เรื่องนี้หน่อย ลอยมาเอง
    ไปบวกเบ่ง ให้เห็นว่า จะฉิบหาย
    เรื่องเล็กน้อย ตะบอยเห็น เป็นมากมาย
    แต่ละราย รีบเขวี้ยงขว้าง ช่างหัวมัน
  • เมื่อตัวกู ลู่หลุบ ลงเท่าไร
    จะเย็นเยือก ลงไป ได้เท่านั้น
    รอดตัวได้ เพราะรู้ใช้ "ช่างหัวมัน"
    จงพากัน หัดใช้ ไว้ทุกคน ฯ

อย่าช่างหัวมัน

  • อย่าบิ่นบ้า มัวแต่อ้าง ช่างหัวมัน
    ถ้าเรื่องนั้น เกี่ยวกับเพื่อน มนุษย์หนา
    ต้องเอื้อเฟื้อ ปฎิบัติ เต็มอัตรา
    โดยถือว่า เป็นเพื่อนเกิด- แก่เจ็บตาย
  • การช่วยเพื่อน เหมือนช่วย ตัวเราเอง
    เมื่อจิตเพ่ง- เล็งช่วย ทวยสหาย
    ย่อมลดความ เห็นแก่ตัว ลงมากมาย
    ทุกทุกราย อย่าเขวี้ยงขว้าง ช่างหัวมัน
  • เห็นแก่ตัว บางเบา ลงเท่าไร
    ยิ่งเข้าใกล้ พระนิพพาน เห็นปานนั้น
    รอดตัวได้ เพราะไม่มัว ช่างหัวมัน
    จงพากัน ใคร่ครวญ ถ้วนทุกคน ฯ

ให้เขาเถิด

  • เขาอยากดี เท่าไร ให้เขาเถิด
    ไม่ต้องเกิด แข่งดี มีแต่เสีย
    ริษยา คือทุรกรรม ทำให้เพลีย
    ทั้งลูกเมีย พลอยลำบาก มันมากความ
  • เขาอยากเด่น เท่าไร ให้เขาเถิด
    จะไม่เกิด กรรมกะลี ที่ซ่ำสาม
    มุทิตา สาธุกรรม ทำให้งาม
    สมานความ รักใคร่ เป็นไมตรี
  • เขาอยากดัง เท่าไร ให้เขาเถิด
    ช่วยชูเชิด ให้ประจักษ์ ด้วยศักดิ์ศรี
    ให้ดังก้อง ท้องฟ้า อย่างอสนี
    ต่างฝ่ายมี ผลงาม ตามเรื่องตน ฯ

เป็นมนุษย์ หรือ เป็นคน

  • เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง
    เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน
    ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน
    ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา
  • ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ
    ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา
    เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา
    เปรมปรีดา คืนวัน ศุขสันติ์จริง
  • ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า
    ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง
    เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง
    แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย
  • คิดดูเถิด ถ้าใคร ไม่อยากตก
    จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย
    ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย
    ก็สมหมาย ที่เกิดมา อย่าเชือน เอยฯ

 

ครับ   สิบบทธรรมคำกลอนพอดี    ก็หวังว่าจะได้อะไรดีดีไปนะครับ

 

แต่ว่านะครับ

 

ได้อ่านอะไรดีดี   ก็ยังไม่เท่ากับ   ได้ทำอะไรดีดีนะครับ

 

ดังนั้น  สุดท้ายนี้   แทนที่จะกล่าวคำว่า "ขอให้โชคดีนะครับทุกคน"      ผมขอเปลี่ยนเป็นคำกล่าวว่า

 

ขอให้ได้ทำอะไรดีดีนะครับทุกๆคน  

 

edit @ 20 Nov 2009 01:14:35 by newuridos

edit @ 20 Nov 2009 01:16:26 by newuridos

เดี๋ยวจะหาว่า   พี่นิวแห่งเอกสังคมไม่มีสาระ   เพราะฉะนั้นเลยขออัพเรื่องที่เป็นสาระสาระบ้าง   เพราะจริงๆแล้วอยากจะบอกว่าผมมีสาระมากมายครับ   ไม่ว่าจะเป็น

สาระเลว    สาระแน  สาระรูปไม่เหมือนมนุษย์   หรือแม้แต่สาระยำ  ก็ตาม   ( อ้อ  ใครคิดสาระอื่นๆเพิ่มเติมได้รบกวนเม้นท์ทิ้งไว้ทีนะครับ )

 

เพราะอย่างนี้เองครับ   ผมก็เลยตั้งใจเปิดคอลัมน์ซีรี่ย์ชุดใหม่   "  เอกสังคม   นิยมสาระ...  "  ขึ้น

เผื่อว่าใครอยากถามอะไรที่เกี่ยวข้องกับวิชาสังคมศึกษา   ถ้าตอบได้   ผมจะได้ตอบให้ครับ

 

อ้อ  ทั้งนี้ต้องทิ้งเครดิตไว้ก่อนว่า   ผมได้แรงบันดาลใจในการเขียนคอลัมน์ลักษณะนี้   จากคอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลกของคุณนิติภูมิ   นวรัตน์   ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  หน้าที่ 2  ครับผม

 

และต้องออกตัวไว้ก่อนว่า   เรื่องราวในบล็อคของผม  คงตอบได้ไม่ยาวมากนัก  และใช่ว่าจะถูกต้องครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ   อยากให้ทุกท่านที่อ่าน   ใช้วิจารณญาณ   และตรวจสอบความถูกต้องด้วยก็จะดีครับ    ตามหลักกาลามสูตรไงครับ   แฮะแฮะ

 

สำหรับตอนที่ 1  นี้ก็ใช้ชื่อตามหัวเรื่องเลยครับ  "โมกุลคืออะไร  เกี่ยวยังไงกับโงกุน"

 

เป็นประเด็นคำถามที่น้องโต๋  ปี 2  เอกสังคม  ช่วยเปิดแนวมาให้  แล้วผมก็มาปรับแก้ชื่อนิดหน่อย  เพราะมีเด็กๆที่สอนเคยถามอะไรแบบนี้มาเหมือนกัน

เรื่องของเรื่องคือ  พอสอนพิเศษเด็ก ม.2 เรื่องประวัติศาสตร์เอเชียใต้   มาจนถึงสมัยราชวงศ์โมกุล   ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอินเดีย   ก่อนที่จะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษนั้น   เด็กๆก็มักจะถามผมว่า

 

"  อาจารย์นิวครับ   มันเกี่ยวอะไรกับโงกุนในดราก้อนบอลครับ  "

 

ผมก็จะตอบไปว่า  "  อ๋อ  จักรพรรดิของราชวงศ์นี้เป็นลูกหลานของโงกุนไงครับ   นี่ไง   พอนั่งบัลลังค์ว่าราชการแล้วมีปัญหาอะไร   ก็จะใช้พลังคลื่นเต่าสะท้านฟ้า   ตูม  "

 

แล้วจากนั้นผมก็จะพูดว่า  " เฮ้ย!  ไม่ใช่แล้ว    ล้อเล่นนะครับนักเรียน  "

 

อันที่จริงแล้วอย่าไปโทษเด็กๆเลยครับ   ผมเคยสอนพิเศษอยู่แล้วรุ่นน้องสาขาอื่นๆมานั่งฟังด้วย   พอถถึงเรื่องนี้   มันก็ถามเหมือนที่นักเรียนผมถามเลยครับ    ดังนั้นก็ขอเอาเรื่องนี้มาเปิดคอลัมน์นี้เลยแล้วกันนะครับ

 

ราชวงศ์โมกุล  หรือ  มูกัล  ( Mogul  or  Mughal )  นี้  ถือเป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกราชวงศ์หนึ่งของอินเดียครับ   ยิ่งใหญ่แค่ไหนดูอาณาเขตของราชวงศ์นี้ในยุคเรืองอำนาจสูงสุด   ตามภาพข้างล่างนี้ได้เลยครับ 

แล้วไม่เพียงแค่นั้นนะครับ    พระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์นี้   ยังได้โปรดเกล้าฯให้มีการก่อสร้างอนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่   ที่แสดงถึงความรักที่พระองค์มีต่อพระมเหสีที่สิ้นพระชนม์ไปก่อน   สร้างจากหินอ่อนสีขาวทั้งหมด  เป็นสิ่งที่ภายหลังอังกฤษเข้าปกครองอินเดียแล้วก็รักมันมากสุดสุดเลยทีเดียว   สิ่งก่อสร้างนี้อยู่ที่เมืองอัครา ( Agra )  ครับ    มันคือเจ้าสิ่งนี้ครับ

 

   

ใช่แล้วครับ    ทัชมาฮาล   นั่นเอง    เห็นอย่างนี้แล้ว   ราชวงศ์นี้ก็เริ่มน่าสนใจขึ้นมาแล้วใช่ไหมครับ    

 

ราชวงศ์โมกุลเนี่ย   ว่าไปแล้วพระจักรพรรดิบาบาร์ หรือ บาบูร์ ( Babar or Babur )  ผู้เป็นต้นราชวงศ์สืบเชื้อสายลูกผสมระหว่างมองโกล กับ เติร์ก  นะครับ   เรียกว่าสืบเชื้อสายกลับขึ้นไปถึงจอมจักรพรรดิเจงกิสข่านนั่นเลยทีเดียว  และชื่อของราชวงศ์นี้ก็แผลงมาจากคำว่า  มองโกล ( Mongol ) นั่นเองครับ   ก่อนหน้าที่พระจักรพรรดิบาบาร์จะนำกองทัพบุกเข้ายึดครองอินเดียนั้น   พระองค์มีเขตปกครองอยู่ในอัฟกานิสถานครับ   โดยได้รับความช่วยเหลือจากเปอร์เซีย ( ซึ่งก็คือ อิหร่าน  ในปัจจุบัน ) มาตลอด   แม้พระองค์จะเป็นลูกหลานมองโกล   แต่ความที่อยู่ใกล้ชิดวัฒนธรรมอิสลาม   พวกราชวงศ์โมกุลนี้ก็เลยนับถือศาสนาอิสลามครับ  ( ลูกหลานมองโกล  หลังยุคเจงกิสข่านนั้น   ถ้าไปอยู่ในดินแดนของวัฒนธรรมใด  ก็มักรับศาสนาและวัฒนธรรมตามนั้นครับ  เช่น  กุบไลข่าน   รับวัฒนธรรมจีน   เป็นต้น  )

 

ก่อนหน้าราชวงศ์โมกุลจะเข้ายึดครองอินเดียนั้น   อินเดียก็ถูกพวกราชวงศ์ที่เป็นมุสลิม  ปกครองอยู่แล้วครับ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่  12   โดยล้วนเป็นราชวงศ์สั้นๆ ที่ใช้เมืองเดลฮี  หรือ เดลี  เป็นเมืองหลวง  เลยเรียกยุคนั้นว่า  ยุคสุลต่านแห่งเดลฮี  ( ศาสนาฮินดู และ พุทธศาสนา  ก็เสื่อมจากอินเดียมากขึ้นในช่วงนั้นแหละครับ เพียงแต่ศาสนาฮินดูนั้นอยู่ในอินเดียมานานมาก   จึงไม่หายไปไหน  ยังคงอยู่เป็นศาสนาหลักประจำชาติอินเดียมาจนถึงปัจจุบัน ) 

 

 

เมื่อพระเจ้าบาบาร์นำกองทัพโมกุลบุกเข้าอินเดีย   จนยึดครองเดลฮีและตั้งราชวงศ์ปกครองอินเดียได้ในปี ค.ศ.  1526   นับจากนั้นประวัติศาสตร์อินเดียถึงเข้าสู่สมัยราชวงศ์โมกุลครับ

 นี่แหละครับ   คือพระเจ้าบาบาร์  ต้นราชวงศ์โมกุล

 Babur.jpg

แต่ราชวงศ์โมกุลก็ใช่จะปกครองอินเดียได้อย่างมั่นคงนะครับ    ช่วงต้นราชวงศ์นั้น    โมกุลมีอาณาเขตแค่ตอนเหนือของอินเดียเท่านั้น  แถมพอถึงรัชสมัยต่อมา   พระเจ้าหุมายุน ( Humayun ) ราชโอรสของพระเจ้าบาบาร์  ขึ้นครองราชย์ได้สิบปี   ก็ถูกกองทัพรัฐประหาร   จนพระองค์ต้องอพยพไปอยู่เปอร์เซียตั้งสิบห้าปี ( ค.ศ.1540 - 1555 ) จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากเปอร์เซีย   จึงพาพระราชวงศ์โมกุลกลับมาครองราชย์ที่อินเดียได้ตามเดิม

 

ด้วยความสนิทสนมนี้แหละครับ   ศิลปกรรมของอินเดียในราชวงศ์นี้  จึงมีกลิ่นไอทั้งของศาสนาอิสลามและของเปอร์เซียเต็มไปหมด   ดังเช่นทัชมาฮาลที่เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ

 

ปี ค.ศ. 1556 - 1605 นับเป็นยุคทองสูงสุดของราชวงศ์โมกุลครับ   เพราะเป็นรัชสมัยของพระเจ้าอัคบาร์มหาราช (  Akbar the Great ) พระจักรพรรดิผู้ทั้งทรงพระปรีชาสามารถ  และทรงธรรม พระองค์ไม่เพียงขยายอาณาเขตของราชวงศ์โมกุลออกไป  จากที่เคยมีแค่รอบๆกรุงเดลฮี   ให้ไกลออกไปครอบคลุมตอนเหนือของอินเดียทั้งหมดเท่านั้น   แต่ยังทรงจัดระเบียบการปกครอง   ให้สิทธิ์ในการเข้าถึงอำนาจการปกครองแก่ทั้งขุนนางที่เป็นฮินดู  และมุสลิม   รวมทั้งยังชอบบริจาคทานช่วยเหลือประชาชน    มีเรื่องเล่าว่า  เวลาทรงเสด็จออกบริจาคทานทีไร   จะทรงนำตาชั่งไปด้วย    แล้วจะให้ข้าราชบริพารนำทองคำขึ้นชั่งให้เท่ากับน้ำหนักของพระองค์  แล้วก็ทรงบริจาคทองคำนั้นแก่ประชาชน

 

รัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่านั้น  ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอัคบาร์มหาราชผู้นี้ มีหลักฐานว่า เมื่อพระเจ้าบุเรงนองจะขยายอำนาจเข้าสู่แคว้นยะไข่   ซึ่งเป็นชายแดนพม่า-อินเดียนั้น   พระเจ้าบุเรงนองได้ทรงส่งราชสาส์น   มาแจ้งแก่พระเจ้าอัคบาร์มหาราชอีกด้วยครับ 

ข้างล่างนี้คือ  อาณาเขตสมัยพระเจ้าอัคบาร์มหาราช  และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ทั้งตอนยังหนุ่ม   และตอนที่ทรงชราภาพแล้วครับ

File:Mogulreich Akbar.png     Akbar, Emperor of India

ความรุ่งเรืองของราชวงศ์โมกุลนั้น   สืบทอดมาถึงรัชสมัยต่อๆมาของพระเจ้าชาหังคีร์ ( Jahangir )  และพระเจ้าชาห์ จาฮาน ( Shah Jahan ) ด้วยครับ  และรัชสมัยของพระเจ้าชาห์  จาฮาน   นี้เองครับ   ที่มีการก่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันบรรลือโลก   อย่างทัชมาฮาล

 

พระเจ้าชาห์  จาฮานนั้นครองราชย์ในช่วงค.ศ. 1627 - 1658 รัชสมัยของพระองค์นั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองสุดๆ  จากการค้าขายกับนานาชาติในช่วงที่อำนาจของราชวงศ์ก็มั่นคงสุดๆ   รัชสมัยของพระองค์จึงมีการสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมากมายครับ  เช่นป้อมแดง ( Red Fort )  ดังภาพข้างล่างนี้

File:RedFort.jpg

แต่แล้วเมื่อพระนางมุมตัชมาฮาล  ( Mumtaz Mahal ) พระมเหสีสุดที่รักของพระองค์ที่รักกันมาตั้งแต่ก่อนที่พระองค์จะเป็นจักรพรรดินั้   ได้สิ้นพระชนม์ลงในค.ศ.1631  พระจักรพรรดิชาห์  จาฮาน   ก็ได้แต่โศกเศร้า   และพยายามแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระมเหสีสุดที่รัก   ด้วยการทุ่มพระราชทรัพย์ทั้งหมดของจักรวรรดิไปในการสร้างอนุสรณ์สถานสำหรับฝังพระศพพระมเหสี  โดยสร้างจากหินอ่อนสีขาวทั้งหมด   นั่นก็คือกำเนิดของทัชมาฮาลนั่นเองครับ

 นี่แหละครับ  ภาพของทั้งสองพระองค์

แต่การทุ่มเทเพื่อความรักของพระจักรพรรดิ   กลับนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมแก่เศรษฐกิจของจักรวรรดิโมกุล   ก็แหงล่ะครับ   หินอ่อนนะครับ   ไม่ใช่หินดาด ดาด  ทั่วไป   แถมยังแกะสลักตรงโน้น  กลึงตรงนั้นอีก   จนใหญ่โตได้ขนาดนั้น    แถมพระองค์ยังทรงมีพระราชดำริ   จะสร้างทัชมาฮาลสีดำ    จากหินอ่อนสีดำ   ขึ้นอีกหลัง  ไว้บรรจุพระบรมศพของพระองค์เอง   ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทัชมาฮาลสีขาวนั่นแหละครับ    ดังรูปตามจินตนาการข้างล่างนี้

  

 

ดังนั้น  จึงเป็นเหตุให้พระราชโอรสนามว่า  ออรังเซบ ( Aurangzeb ) นำกลุ่มขุนนางที่ไม่พอใจก่อการรัฐประหารพระราชบิดาของตนขึ้น  แล้วก็ขึ้นเป็นพระจักรพรรดิซะเอง   ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ   ทรงจับพระราชบิดาไปขังไว้ในป้อมปราการอัครา ( Agra Fort )  จนกระทั่งอดีตจักรพรรดิชาห์ จาฮาน นั้น   ตรอมพระทัยจนเสด็จสวรรคตไป

 

ว่ากันว่า ( ซึ่งหมายความว่า  อาจไม่จริงก็ได้นะครับ ) ตลอดเวลาที่ถูกขังอยู่นั้น   ห้องขังนั้นไม่มีแม้แต่หน้าต่าง   มีเพียงรอยแตกเล็กๆ   พระเจ้าชาห์  จาฮานนั้นต้องทรงนำกระจกที่แตก   มาส่องเพื่อให้ภาพสะท้องของทัชมาฮาลนั้น   ผ่านรอยแตกเข้ามาปรากฏบนกระจกที่พระองค์ถืออยู่    เป็นความสุขเล็กๆสิ่งเดียวที่พระองค์มีในบั้นปลายชีวิต     ภายหลังเมื่อสวรรคต   พระบรมศพของพระองค์ถูกนำไปฝังอยู่กับพระบรมศพของพระนางมุมตัชมาฮาล  ในทัชมาฮาลนั้นเอง 

 

รัชสมัยพระเจ้าออรังเซบก็เป็นยุครุ่งเรืองยุคสุดท้ายของราชวงศ์โมกุลแล้วล่ะครับ   อาจเป็นเพราะบาปกรรมที่ทรงทำไว้กับพระราชบิดาของพระองค์ก็เป็นได้  แต่บางมุมมองก็ว่า  พระเจ้าออรังเซบมีเหตุผลสมควรแล้วที่จะก่อรัฐประหารนะครับ และที่จริงแล้วพระเจ้าชาห์  จาฮานเองก็มีพระชนม์ยืนยาวหลังถูกปลดไปอีกตั้งแปดปี  ป้อมปราการอัครานั้นก็กว้างขวางโอ่อ่า  บางทีพระเจ้าออรังเซบอาจไม่ได้โหดร้ายต่อพระราชบิดา  มากมายเหมือนอย่างที่เล่าขานกันก็ได้ครับ 

 

 พระเจ้าออรังเซบเป็นจักรพรรดิที่รบเก่ง   จนขยายราชอาณาเขตออกไปดังภาพที่ผมใส่ไว้ตอนบนสุด   นอกจากนี้ยังทรงเคร่งศาสนาอิสลามมาก   จนสั่งปลดขุนนางที่ไม่ใช่อิสลาม   และเก็บภาษีศาสนิกชนที่ไม่ใช่อิสลามเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย    จึงเป็นเหตุให้ประชาชนในอินเดียเริ่มกระด้างกระเดื่องต่อราชวงศ์โมกุล    และหลายๆแคว้นหันไปเข้าข้างชาวยุโรป   ทั้งอังกฤษ   และ  ฝรั่งเศส    ที่เข้ามาค้าขายในอินเดียอย่างมาก

 

เมื่อพ้นรัชสมัยพระเจ้าออรังเซบ   อังกฤษก็เริ่มขยายอำนาจในอินเดียอย่างเต็มกำลัง   จนถึงขั้นรบกับพวกราชวงศ์โมกุล    ซึ่งอังกฤษก็ชนะมาตลอด   ด้วยแสนยานุภาพทางทหาร   และการปกครองที่เป็นระบบและเป็นธรรมกว่า   จนในที่สุดก็ยึดครองกรุงเดลฮีไว้ได้   แต่ก็ยังยอมให้จักรพรรดิราชวงศ์โมกุล   ครองราชย์ได้ต่อไปเรื่อยๆ   เพียงแต่อยู่ใต้การปกครองของบริษัทอินเดียตะวันออก( East India Company )   ของอังกฤษ  เท่านั้น

 

กระทั่งเมื่อชาวอินเดียก่อกบฏครั้งใหญ่ต่ออังกฤษ   ในเหตุการณ์กบฏซีปอย ค.ศ. 1857 เมื่ออังกฤษปราบได้   จึงลงโทษจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์ ( Bahadur Shah Zafar )  จักรพรรดิโมกุลพระองค์สุดท้าย  โทษฐานเป็นหนึ่งในผู้ยุยง    ด้วยการเนรเทศราชวงศ์โมกุลทั้งหมดให้ไปอยู่ที่เมืองย่างกุ้งในพม่า   จากนั้นอังกฤษก็เข้าปกครองอินเดียเอง  นั่นจึงถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์โมกุลอย่างเป็นทางการครับ

File:Bahadur Shah II.jpg 

พระบรมฉายาลักษณ์ของพระจักรพรรดิบาฮาดูร์ ชาห์ ซาฟาร์  พระจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์โมกุล

 

ครับผม   เรื่องของราชวงศ์โมกุลก็จบลงเท่านี้ครับ    ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม   ลองค้นหาเพิ่มอีกก็ดีครับ   หรือใครอยากแลกเปลี่ยนอะไรก็คอมเม้นท์ทิ้งไว้ได้ครับ

 

ตอนหน้า   ใครอยากให้ตอบเรื่องอะไร    คอมเม้นท์ทิ้งไว้ได้เลยครับผม    ถ้าไม่หนักหนาเกินไป   และน่าสนใจจะอัพบล็อคตอบให้ครับ   

 

โชคดีครับ 

edit @ 12 Nov 2009 22:55:05 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 00:44:51 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 00:48:50 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 00:49:39 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 00:51:03 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 00:56:46 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 01:00:11 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 01:08:33 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 01:24:17 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 02:29:20 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 20:55:09 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 21:46:28 by newuridos

edit @ 18 Nov 2009 00:58:38 by newuridos

edit @ 20 Nov 2009 01:15:31 by newuridos

มาแล้วครับ ภาคสุดท้ายของเรื่องราวไตรภาคชุดนี้


รับน้องสยอง(จริง)จังภาคที่ 3 ยังอยู่จนถึงคืนและวันสุดท้าย



คืนนั้น ด้วยความวิตกกังวลของผมดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นเอง ผมก็ตัดสินใจว่าจะไม่นอนและก็เดินดูน้องๆไปทั่วทั้งบ้านพักนั้น พร้อมกับหวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก



เรื่องลี้ลับยังไม่เกิดครับ แต่บรรยากาศและสิ่งที่ทุกๆคนทำในคืนนั้นสิครับ ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก



เริ่มจากการที่ทุกคนในที่นั้น ต่างก็กินเหล้ากันหมด ทุกคนจริงๆครับ อ้อ ยกเว้นน้อง ปี 1 ที่หลับไปแล้ว ที่เหลือกินกันหมดมากบ้างน้อยบ้าง ทั้งๆที่เมื่อสองปีก่อน ตอนที่รุ่นผมจัดรับน้องน่ะ ห้ามเรื่องเหล้าไว้เด็ดขาดแท้ๆ แต่ผ่านมาสองปี ยังกับงานฉลองเหล้าเลยครับ ไม่ใช่แค่กินกันหมด แต่กินกันเยอะด้วย แล้วเมากันเละเลย ร้องรำทำเพลงสนุกสนานเต็มที่ แม้แต่ไอ้เจ้า ก. ที่เพิ่งพ้นจากเหตุการณ์ผีเข้ามา ก็ยังกินกับเขาซะเยอะด้วย ผมว่าในสถานการณ์อย่างนี้ การกินเหล้า หรือ ทำให้ตนเองขาดสติกันทุกคนขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องดีเลย



บางคนลงไปกินเหล้าที่ชายหาด ผมก็ตามลงไปดูด้วย เผื่อมีเหตุร้ายขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไร

บางกลุ่มขับรถออกไปซื้อเหล้าเพิ่มในตัวเมือง ผมก็ตามไปด้วย เผื่อเกิดอุบัติเหตุ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร


กว่าทุกคนจะเข้ามาเมารวมกันในบ้านพัก และเริ่มทยอยหลับกันไปก็ราวตี 4 ได้แล้วครับ



ตลอดคืนนั้นผมคิดในใจตลอดเลยว่า มาเมากันซะเละขนาดนี้ "ถ้ากูเป็นเจ้าที่ กูคงโกรธน่ะ"


แต่จนแล้วจนรอด ล่วงมาจนถึง ตี 5 แล้ว ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ร้ายอะไรเกิดขึ้น ผู้คนก็เริ่มนอนกันไปเกือบหมดแล้ว

ด้วยเชื่อมาแต่โบราณว่า พอพระอาทิตย์ขึ้น ภูตผีต่างๆก็คงหมดกำลังลงไป ทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมจึงคิดว่า เอาล่ะ ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้นคงมีไปนานแล้ว ใกล้สว่างขนาดนี้แล้ว คงไม่มีอะไรแล้วมั้ง

ว่าแล้วผมก็เลยไปนอนครับ ตื่นมาราว 7-8 โมง ก็ยังกังวลอยู่บ้าง เลยไปถามน้องๆผู้ชายกลุ่มที่ยังอยู่กันข้ามคืนโดยไม่นอนว่า มีอะไรเกิดขึ้นไหม ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่มีอะไรผิดปกติ


ผมก็โล่งใจ แล้วก็พาน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคกระเพาะไปฉีดยาที่อนามัย กลับเข้ามาราว 9 โมงเช้าก็ได้เวลาข้าวต้มตอนเช้าพอดี

คิดในใจว่า เฮ้อ รอดกันสักที รับน้องสยอง(จริง)จังครั้งนี้



ทันใดนั้นเอง ทุกคนที่กำลังกินข้างต้มกันอยู่ข้างล่าง ก็ได้ยินเสียง กรี๊ดดดดดดดดด สนั่นลั่นลงมาจากชั้นสองของบ้านพัก


เท่านั้นเองครับ ทุกคนก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ชั้นสอง แล้วภาพที่เห็นก็คือ น้อง ปี 3 ผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังชักดิ้นชักงออยู่ที่พื้น พร้อมกับพูดว่า ออกไป ออกไป


ทุกคนรีบกันจับตัวเธอไว้ เพราะพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นรุ่นน้องคนหนึ่งก็รีบถอดสร้อยพระมาใส่เธอ

แล้วเธอก็สงบแน่นิ่งลงไป เหมือนที่เกิดกับ ไอ้ ก. เมื่อคืน


ภายหลังเมื่อเธอฟื้นขึ้นมาจึงบอกว่า เมื่อเธอตื่นขึ้นมานั้น กำลังงงๆมึนๆอยู่ เธอก็เดินออกมาหน้าห้อง พอมาถึงตรงที่เกิดเหตุ เธอก็เห็นเงาใครก็ไม่รู้ ดำๆเหมือนคน ยืนอยู่ตรงนั้น จากนั้นเธอก็ไม่รู้สึกตัวอีก จนมาเกิดเหตุผีเข้าอย่างที่ว่านี่แหละครับ


เท่านั้นเอง ทุกคนเลยน่าซีดกันไป ผมเลยตัดสินใจว่าคงต้องให้ได้สวดมนต์รวมกันอีกครั้ง คราวนี้สวดบทใหญ่หน่อยเลย ทุกคนรีบไปเก็บของ แล้วผมก็พามาที่หน้าบ้านพัก นำสวดบท พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วก็ ชัยสิทธิคาถา

 

จากนั้นมีน้องมาบอกว่า ให้ผมช่วยตะโกนทีว่า ชาวครุศาสตร์ จุฬาฯ ขึ้นรถกลับได้


น้องๆกลัวว่าถ้าพูดว่า ทุกคน ทั้งหมด ขึ้นรถ ภูตผีจะอ้างคำพูดนี้ว่าเป็นการเรียกพวกเขาขึ้นมาด้วยครับ


ผมก็ทำตามนั้น และทุกคนก็ขึ้นรถกลับ

ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพ และถึงที่หมายโดยปลอดภัยทุกคน

ส่วนตัวผมแล้วคิดว่า รับน้องครั้งนี้เป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญยิ่ง

ทุกท่านไปต่างจังหวัด อย่าลืม สวมสร้อยพระ เครื่องราง สวดมนต์ขอขมาเจ้าที่เจ้าทาง

และอย่าลืม สวดมนต์ก่อนนอนนะครับ


อ้อ แล้วก็ถ้ารักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 ให้ได้ครบด้วยก็ยิ่งดีครับ


สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ผมเป็นเด็กสวนกุหลาบฯครับ

 

แน่นอน  แค่เข้ามาแล้วเห็นรูปตุ๊กตาใส่เสื้อสีชมพู-ฟ้า  หลายคนก็คงรู้แล้วว่าผมเป็นเด็กสวนกุหลาบ   ไม่เห็นต้องมาบอกเพื่อให้คนอื่นหมั่นไส้เลย   

 

ดังนั้นถ้าใครหมั่นไส้ผม   ก็สามารถเรียกชื่อบิดาและมารดาของผมด้วยความเคารพได้เลยนะครับ   หรือจะอมขี้หมามาพ่นหน้าผมก็ได้ครับ   ไม่ว่ากัน    แต่เรื่องราวตอนนี้  ผมคงต้องขอขึ้นต้นด้วยคำว่า

 

ผมเป็นเด็กสวนกุหลาบฯครับ

  

ผมมักจะพูดอย่างนี้กับคนที่ถามถึงสถาบันเก่าของผมเสมอ    แล้วหลังจากนั้นก็มักจะมีคนถามรายละเอียดต่อ   ผมก็เลยต้องอธิบายต่อ  ว่า   สมัยมัธยมผมเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  ตรงสะพานพุทธฯครับ   เป็นสวนกุหลาบฯ รุ่น 122 ครับ  โรงเรียนของผมมีชื่อเสียงมากว่าเป็นสถานที่ที่มีเด็กเกรียนอยู่เป็นจำนวนมาก   และพวกมันมักจะแสดงออกถึงความเกรียนอยู่เสมอๆ  เวลามันรวมกลุ่มกันครับ   แม้ว่ามันจะจบไปนานกี่ปีก็ตาม     และส่วนใหญ่แล้วช่วงเวลาที่มันเกรียนมากที่สุด   คือช่วงที่มีฟุตบอลกระชับมิตร  แต่ใกล้ชิดศัตรู  ที่ชื่อว่า    "ฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี"  ที่จัดขึ้นทุกๆสองปี  ระหว่าง  4  โรงเรียน  คือ  สวนกุหลาบฯ   เทพศิรินทร์  อัสสัมชัญ   และ  กรุงเทพคริสเตียน   ครับ

 

มันเกรียนขนาดไหน   ก็ขนาดแปลงเพลงจตุรมิตรสามัคคี  ท่อนฮุค   จากที่มีเนื้อร้องดีงาม  ว่า

 

" สวนกุหลาบ   เทพศิรินทร์  จำให้มั่น

 

อัสสัมชัญ  กรุงเทพคริสเตียน   ร่วมเพียรจัดหา

 

เกียรติยศ  ชื่อเสียงก้องลือชา

 

ซึ้งในคุณค่า  คำว่า  สามัคคี "

 

ไอ้พวกเด็กสวนฯมันก็จะเปลี่ยนเป็นเนื้อร้องแบบ  ซันไล  ซันไล  ว่า

 

" สวนกุหลาบ  เป็นที่หนึ่ง  จำให้มั่น

 

อัสสัมชัญ  กรุงเทพคริสเตียน  โรงเรียนชาติห - า

 

เทพศิริน  เหยียบไว้ใต้บาทา

 

ซึ้งในคุณค่า  บาทาสามัคคี "

 

อาจจะเรียกได้ว่า  นอกจากจะเกรียนแล้วยังกากอีกด้วย

 

จึงไม่น่าแปลกที่เด็กสวนฯจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกหมั่นไส้เป็นลำดับต้นๆของพระราชอาณาจักรนี้

 

แม้แต่เพื่อนผมที่มหาวิทยาลัยก็ยังเคยถามว่า  "ตอนนี้พอมึงโตแล้ว  ย้อนมองกลับไป  รู้สึกว่า  การกระทำของเด็กสวนฯเป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม"    เล่นเอาจุกกันไปราวสามสิบแปดวินาทีครึ่งกันเลยทีเดียว

 

แต่ก็น่าแปลกใจ

 

น่าแปลกใจจริงๆ

 

น่าแปลกใจจริงๆเลยฟะ 

 

( พอแล้ว  มึงจะแปลกใจอะไรหลายครั้งฟะไอ้นิว )

 

น่าแปลกใจจริงๆเลยครับว่า  ไม่ว่าผมจะโตขึ้นมาแล้วแค่ไหน  ไม่ว่าจะจบมานานเพียงใด   ไม่ว่าจะมาผูกพันกับคณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่นานเกือบหกปีแล้ว  มากแค่ไหน

 

ถึงอย่างไรผมก็ไม่เคยลืมแดนสวนฯบ้านเก่า

 

ยังคงหาเวลากลับไปเยี่ยมเยียนเสมอ   แม้ว่าการกลับไปบางครั้งอาจทำได้แค่ไปเดินเล่นรอบๆโรงเรียนในวันปิดเทอมที่แทบไม่มีใครอยู่   นอกจากน้ายามหน้าประตูโรงเรียนก็ตาม

 

วันสงกรานต์ก็ยังไปทำบุญและสรงน้ำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสวนกุหลาบฯ

 

วันสมานมิตร  ซึ่งเป็นวันงานโรงเรียนต้อนรับศิษย์เก่า  ซึ่งจัดขึ้นทุกจันทร์แรกของเดือนกันยายน   ก็ยังไปทุกปี   แม้บางปีติดฝึกสอนจนอาจไปได้แค่ครึ่งชั่วโมงก่อนงานเลิก   ก็ยังไป

แม้แต่วันธรรมดา ธรรมดา  ถ้ารู้สึกว่าว่าง  และไม่ได้ไปสวนกุหลาบสักพักใหญ่ๆแล้ว  ก็จะกลับไปที่สวนฯ

 

ผมว่ามันเป็นความรู้สึกที่อาลัยอาวรณ์จนเกินไป  ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องดี   และทำให้ครั้งหนึ่งผมคิดว่า  เมื่อจบปริญญาโทแล้วจะไม่กลับมาสอนที่สวนฯ   เพราะไม่ว่าจะเดินอยู่ตรงไหนในสวนฯก็คิดถึงสมัยเป็นนักเรียนเกรียนๆไปซะหมด

 

แต่สุดท้ายผมก็เปลี่ยนใจ    เพราะวิธีหนีปัญหาอย่างนั้นไม่ได้สร้างผลดีให้ชีวิต     ถ้าจะเจ๋งจริงมันต้องมาอยู่แล้วก็ตั้งสติให้หายอาลัยอาวรณ์ให้ได้เด่ะ   มันถึงจะเยี่ยม  ดังนั้นตอนนี้เลยคิดว่า  จบโทเมื่อไหร่  จะกลับมาสอนที่สวนฯสักหลายปี  ยิ่งตอนนี้ครูขาดแคลน  ก็ยิ่งควรกลับมา   ( ผมตั้งใจว่าจะดึงรุ่นน้องที่ครุศาสตร์มาสอนด้วย  เพื่อเป็นการตั้งคณะสร้างความซันไล   เอ้ย   ความเจ๋งเป้งให้ที่นี่    แต่ไม่แน่ครับ   มาแล้วสวนฯอาจจมลงไปอีกแปดฟุตครึ่งก็ได้   เพราะผมเข้ามาแล้วหนักแผ่นดินขึ้น 555555555 )

 

ซึ่งก็ดูเหมือนตั้งแต่ผมจบปริญญาตรีแล้ว   จะตั้งสติได้ดีขึ้นเรื่อยๆ    กลับไปสวนฯทีไร   ไม่ค่อยอาลัยอาวรณ์   แต่ความรักความผูกพันยังไม่จางหายไป   ก็อย่างที่คำกลอนประจำโรงเรียนวรรคหนึ่ง   ที่มักใช้ในวันจากเหย้าของนักเรียนแต่ละรุ่นเสมอว่า  "กุหลาบเอย  เปลี่ยนกระถาง  ไม่จางสี"

หลังๆก็เลยมักจะพยายามกลับไปโดยให้มันได้ประโยชน์มากที่สุด   ไม่ใช่แค่ไปเพราะคิดถึงแล้วก็ได้แต่เดินวนรอบโรงเรียน    ซึ่งพอย้อนกลับไปคิดว่าเคยทำอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกอยากหัวเราะตัวเองเป็นภาษารัสเซียโบราณ

 

ครับ   ผมตั้งใจไว้เสมอว่า   จะพยายามไปอยู่ในที่ที่เราจะทำประโยชน์ได้มากที่สุด   เช่น  ไปค่ายฝ่ายพัฒนาสังคมและบำเพ็ญประโยชน์  ของคณะครุศาสตร์  กับน้องๆทุกครั้ง  เพราะคิดว่าเราไปทำประโยชน์ได้   ,  ไปเยี่ยมอาจารย์สมัยประถมและไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆสมัยประถม  เพราะเราไปสร้างความภูมิใจให้อาจารย์  ให้โรงเรียน  และสร้างมิตรภาพความผูกพันดีดีกับเพื่อนๆได้  เป็นต้น

 

กลับไปสวนกุหลาบฯวันนี้ก็เหมือนกันครับ  ตั้งใจว่าจะได้ประโยชน์ 2 อย่างหลักๆคือ 1. ตั้งใจว่าจะไปให้กำลังใจเพื่อนสนิทคนหนึ่งสมัยอยู่ที่สวนฯ  ชื่อไอ้เต้  ตอนนี้มันไปเป็นครูอยู่ที่สวนฯแล้ว   แต่มันไม่ได้จบมาทางครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยตรง   มันเลยยังดูตื่นเต้นและตึงเครียดกับการเป็นครู

 

2. คือ  ตั้งใจจะไปช่วยชมรมเชียร์และแปรอักษรของสวนฯ  เขียนโค้ดแปรอักษรใส่กระดาษตัก  ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำเยอะมาก  ใช้ปริมาณคนช่วยมาก  และเหนื่อยล้ามากสำหรับน้องๆสต๊าฟเชียร์

ปรากฏว่าไปถึงตอนบ่ายสามโมงปั๊บ  ผิดคาด   ลืมไปว่าวันนี้เด็ก ม.ปลาย เรียนรด.   ดังนั้นอาจารย์เต้เพื่อนผมจึงไปเรียนพิเศษที่สยามซะแล้ว     กลายเป็นมันมาที่ที่ผมเพิ่งจากมา   และผมเพิ่งมาถึงในที่ที่มันเพิ่งจากไป  ( จะพูดให้งงทำไมฟะ )   ความตั้งใจประการแรกเลยเป็นหมันไปซะงั้น

 

แต่ประการที่สองน่ะ  ได้ทำครับ   ราวสี่โมงเย็น  น้องๆชมรมเชียร์ฯเปิดเต็นท์ถ่ายโค้ด  ผมก็เลยเข้าไปช่วย   กว่าจะถ่ายโค้ดเสร็จหนึ่งแถวใช้เวลาตั้งชั่วโมง   ผมถ่ายไปสองแถวกินเวลาเกือบสามชั่วโมง

 

มันยากครับ   คิดดูว่า  โค้ด 1 แถว  มีตั้ง 50 กระดาษตัก  แล้ว  1  กระดาษตัก  มีโค้ดนั้น 20 ช่อง  คูณเข้าไปดิครับ  ว่าผมต้องเขียนตัวเลขกี่ช่อง      ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแสนเชียวนะครับ  ( เว่อร์แล้ว    เจ็ดแสนนั่น  จำนวนหนี้ที่มีอยู่แล้ว  ไอ้นิว )

 

แถมคนที่จะบอกให้เราเขียนเลขลงไปในช่อง  ยังต้องเป็นคนที่อ่านออกด้วยว่า  ไอ้สีในช่องเล็กๆสีนั้นน่ะ   มันเป็นกระดาษสีหมายเลขอะไร        โห  ผมไม่แปลกใจเลยครับว่า  ทำไมจตุรมิตรทีไร   สต๊าฟเชียร์ถึงต้องค้างโรงเรียน   ต้องนอนน้อย  เป็นเวลาหลายๆสัปดาห์ติดๆกัน

 

ที่สำคัญพวกเขาทำงานกันโดยไม่ได้เงินสักบาท   บางทีเสียเงินเองด้วยซ้ำ   ได้แค่กินอาหารที่ผู้ใจบุญนำมาเลี้ยงเท่านั้นเอง   ฟังดูยังกับหมาวัดยังไงก็ไม่รู้   แต่นี่คือความจริงนะครับ

 

นั่นแหละครับ  ผมถึงว่าคนที่เสียสละตนมาทำกิจกรรม  มันก็น่ายกย่อง  แต่มีข้อแม้ว่าเขาเหล่านั้น   ต้องไม่ยกตนข่มใครด้วยนะครับ

 

วันนี้ผมช่วยถ่ายโค้ดไปสองแถว  โค้ดนั้นยังเหลืออีกหลายแถวที่ยังไม่ได้ถ่าย  และโค้ดที่ยังไม่ได้ถ่ายก็ยังมีอีกหลายสิบโค้ด  โดยวันเสาร์ที่ 21 เดือน พ.ย.นี้  ก็จะถึงวันเปิดจตุมิตรแล้ว   น้องๆคงต้องทำงานกันอีกหนักอีกเยอะ   ถ้าวันนี้ผมไม่ติดว่าต้องกลับมาประชุมหอพักที่จุฬาฯ  ก็คงอยู่ต่ออีก

 

 

ก่อนกลับผมนึกถึงงานที่ได้มาช่วยด้วยความอิ่มเอมใจครับ  ยิ่งเห็นสต๊าฟเชียร์ทำงาน  เห็นน้องๆหลีดซ้อมเตรียมงาน  ก็ยิ่งรู้สึกอิ่มเอมใจ   ใครว่าสวนกุหลาบฯเสื่อมลงไปเรื่อยๆ   ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ   มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ  ตามกฏไตรลักษณ์   มันเป็นอนิจจัง   แต่ตราบใดที่ยังมีกลุ่มคนผู้มุ่งมั่นจะทำสิ่งดีงามเพื่อช่วยสถาบันที่เป็นดั่งบ้านของเขาแล้ว

 

ผมว่า  สวนกุหลาบฯ  มันก็ยังไม่เสื่อมหายไปไหนหรอกครับ

 

สุดท้าย  ขอจบเรื่องราวตอนนี้ว่า   ทุกคนครับ

 

"ผมเป็นเด็กสวนกุหลาบฯครับ"  

edit @ 6 Nov 2009 00:59:45 by newuridos

edit @ 6 Nov 2009 01:16:22 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 03:10:59 by newuridos

edit @ 13 Nov 2009 20:47:21 by newuridos

มาต่อแล้วครับผม


รับน้องสยองจังภาคที่ 2 ปล่อยกูออกไป


เมื่อกลุ่มเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คณะผม พากันทยอยขึ้นมาบนดาดฟ้าของบ้านพักหลังนั้นจนครบแล้ว ทุกคนก็ปิดไฟลงบางดวง เพื่อเตรียมประกอบพิธีบายศรี



มีการจุดเทียนให้กับทุกคน แล้วก็ให้พี่ๆปี 2 ปี 3 ปี 4 ทั้งสาขา ช่วยกันนั่งเป็นวงกลมขนาดใหญ่เพื่อล้อมน้องๆ จากนั้นก็ผูกด้ายบายศรีกันให้น้องๆไปเรื่อยๆ ทุกคนคิดว่าพิธีคงเสร็จได้โดยเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรผิดพลาด


แต่ระหว่างที่พิธีผูกด้ายบายศรีน้องๆกำลังดำเนินไปเรื่อยๆนั้นเอง กลุ่มนิสิตชั้นปีที่ 3 ก็ทยอยออกไปจากวงบายศรีทีละคน เพื่อตรงไปยังห้องที่อยู่ติดดาดฟ้า ซึ่งทุกๆคน ร่วมทั้งผมเองก็ไม่ได้เอะใจอะไรครับ เพราะมัวแต่ผูกบายศรีและคุยกับน้องๆปี 1 อยู่ คิดว่า ปี 3 คงไปเตรียมกิจกรรมอะไรสักอย่าง  สำหรับงานรับน้องครั้งนี้  เท่านั้นล่ะมั้ง


แต่เมื่อผ่านไปสักครู่ ขณะที่ผมผูกด้ายบายศรีเสร็จแล้วและกำลังคุยกับน้องๆอยู่นั้น ก็มีน้องปี 3 คนหนึ่งเดินเข้ามาสะกิดผม แล้วก็บอกว่า


"พี่ครับ พี่ใส่พระมาด้วยหรือเปล่า"


ผมก็แปลกใจว่าทำไมถามอย่างนี้ แต่ก็บอกไปว่าใส่มา น้องคนนั้นก็เลยขอให้ผมช่วยเข้าไปในห้องนั้น  ผมก็ตามเข้าไปครับ   พร้อมกับคิดในใจแล้วล่ะครับว่าต้องมีอะไรแน่ๆ  เพราะเจ้า  ก. ปี 3 ที่มาด้วยน่ะเห็นวิญญาณชัดเจนตลอดเวลาอยู่แล้ว  ก็แค่แปลกใจว่า  เจ้า ก.  นี่ก็  เห็นวิญญาณบ่อยๆจนเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วนี่หว่า  ไม่น่าจะมีอะไร 


แต่เมื่อเข้าไปในห้องนั้นแล้ว  มันกลับเกิดเรื่องแรงกว่าที่ผมคิดมากนักครับ  เพราะภาพที่ผมได้เห็นในห้องนั้นก็คือ นาย ก. รุ่นน้องที่ผมเคยบอกว่ามีเซ้นส์แรงนั้น กำลังดิ้นพราดสะบัดตัวไปมาอย่างแรง เพื่อนๆผู้ชายต้องช่วยกันจับแขนจับขาเอาไว้ ตอนที่ผมเข้าไปนั้น เจ้า ก. นี้มันยังคงดิ้นไม่หยุดจนเพื่อนๆผู้ชายที่ช่วยกันจับไว้ยังแทบจะจับไว้ไม่อยู่

ปากของเจ้า ก. นี่มันก็พูดออกมาด้วยเสียงที่ฟังดูไม่ใช่เสียงของมันตามปกติเลยว่า



"ปล่อยกู ปล่อยกูออกไป"


เจ้ารุ่นน้องปี 3 ที่เข้ามาตามผมก็รีบบอกผมว่าไอ้ ก. มันผีเข้า ให้สวมพระเข้าในตัวเจ้า ก.เลย



ผมก็ยังกลัวๆอยู่บ้างว่า เกิดสวมให้มันปั๊บ แล้วผีไม่ออก แถมลุกขึ้นมาบีบคอผมจะทำไงดี แฮะ แฮะ 


แต่สุดท้ายก็สู้ล่ะครับ อาศัยว่ามีแรงศรัทธาและกราบบูชาพระมาโดยตลอด ก็เลยพนมมือไหว้แล้วถอดพระออกเพื่อจะสวมให้มัน


เจ้า ก. พอเห็นผมกำลังจะสวมพระให้ ก็พูดแต่ว่า ไม่เอา ไม่เอา อย่าสวม   แล้วก็ดิ้นพรวดพราดใหญ่เลย


แต่สุดท้ายผมก็สวมพระให้มันจนได้


และไม่น่าเชื่อครับ พอสวมพระให้เสร็จปุ๊บ เจ้า ก. ก็นิ่งสนิท นอนสงบลงไป



พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างนี้ทุกคนก็รู้กันแล้วครับว่า ที่นี่มีอะไรผิดปกติ มีสิ่งลี้ลับที่แรงมาก ภาษาชาวบ้านว่า เจ้าที่แรง แล้วบวกกับผมรู้สึกคาใจมานานแล้วว่า ทำไมมาจัดกิจกรรมคราวนี้ถึงไม่ไหว้เจ้าที่เจ้าทางก่อน

ผมจึงตัดสินใจขอให้น้องๆทั้งหมดมาร่วมกันสวดมนต์ที่กลางบ้าน กล่าวคำไหว้เจ้าที่เจ้าทาง

ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ทำเพื่อความสบายใจครับ จึงนำน้องทุกๆคนสวดมนต์บท อะระหังสัมมมา สัมพุทโธภะคะวา ........ ซึ่งเป็นบทสั้นๆที่ทุกคนรู้จักกันดี จากนั้นจึงให้ทุกคนกล่าวคำขอขมาเจ้าที่เจ้าทางเป็นภาษาไทย


เมื่อสวดเสร็จ ก็พอดีเจ้า ก. ฟื้นแล้ว และลงมาอยู่รวมกัน ผมจึงถามเจ้า ก. ว่า การสวดครั้งนี้พอจะช่วยอะไรได้ไหม เจ้า ก. ก็บอกแค่ว่า ไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ พลังของพิธีกรรมทางศาสนาที่ทำไปครั้งนี้ ก็ทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ก็ช่วยได้บ้างเท่านั้น


แต่ก็นั่นแหละครับ ตอนนั้นคิดว่าก็คงทำได้แค่นี้ แถมเจ้า ก. ก็ไม่ได้เกิดอาการผีเข้าอีกแล้ว ทุกคนก็เลยคิดว่า อย่างน้อย เราทั้งหมดก็คงจะปลอดภัยจากเรื่องลี้ลับต่างๆแล้ว


แต่ผมยังไม่ไว้วางใจ



โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าคืนนี้ หลายคนจะไม่นอน บางคนจะกินเหล้า บางคนจะไปเล่นที่ชายหาดในยามค่ำคืน ผมจึงคิดว่า อย่างน้อยในฐานะที่ผมเป็นคนถือศีล 5 ครบ ( ไม่นับตอนปล่อยมุกนะครับ   อันนั้นถือเป็นการแสดง  บ่ได้ละเมิดศีลข้อ  4 เน้อ   เพียงแต่อาจด่างพร้อยไปหน่อย  แต่ไม่ถึงกับขาด 555555 )  และที่สำคัญคือไม่ดื่มสุรา   ก็น่าจะพอมีสติดีกว่า   เลยคิดว่าจะยังไม่นอนดีกว่า เผื่อมีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นในคืนนี้ จะได้พอช่วยระวังป้องกันแก้ไขไปได้


แล้วผมก็หวังว่าคืนสุดท้ายของการรับน้องครั้งนี้จะผ่านพ้นไปได้โดยไม่มีเรื่องลี้ลับใดใดมาอีก


ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น


แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมหวัง
มันเกิดอะไรที่ผิดคาดจากที่ผมระวังเอาไว้มากทีเดียว



จบภาคที่ 2 ปล่อยกูออกไป


โปรดติดตามรับน้องสยอง(จริง)จัง   ภาคที่ 3  ยังอยู่จนถึงคืนและวันสุดท้าย

ในคราวต่อไปครับ

ก็อย่างที่บอกครับว่า   บล็อคนี้เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆครับ

 

แล้วก็ช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมยังมีเวลาอัพบล็อคบ่อยๆ   เดี๋ยวท้ายเทอมพองานเยอะๆก็จะไม่มีเวลาแล้ว

 

อีกอย่าง   เมื่อกี้เพิ่งเข้าไปอ่านบล็อคของอ.ฮูก ( คนเฝ้าประภาคาร ) มาแล้วรู้สึกเศร้าๆ

 

ชาวครุศาสตร์ จุฬาฯ  โดยเฉพาะเอกสังคมศึกษา  , ชมรมการแสดง  และผู้ที่รู้จักอาจารย์คงจะทราบว่า  เมื่อเทอมก่อนเกิดเรื่องร้ายแรงกับคนใกล้ตัวของท่าน

 

และแม้จะคิดว่าสภาพจิตใจท่านดีขึ้นมากแล้ว   แถมวันนี้ท่านยังเข้ามาประชุมฝ่ายพัฒน์ด้วยพักหนึ่ง   เพราะว่าค่ายปลายปี 52 นี้  ชมรมละครอยากนำตีมกระบวนการละครเข้ามาใช้ในค่าย   คล้ายๆโครงการร่วมกัน   เลยเชิญอาจารย์เข้ามาฟังมาพูดด้วยพักหนึ่ง   ซึ่งก็เห็นว่าท่านสบายดี

 

แต่พอกลับมาอ่านเรื่องที่อาจารย์เพิ่งอัพบล็อคเลยรู้สึกว่า   เออเนอะ   ชีวิตคนเรามันก็อนิจจังอย่างนี้เอง    สุขกับทุกข์มันวนเข้ามาอยู่เสมอ

 

พระท่านเรียกว่าโลกธรรม  8  ไงครับ    มีลาภ-เสื่อมลาภ     มียศ-เสื่อมยศ     สรรเสริญ-นินทา      มีสุข-มีทุกข์

 

โลกธรรม  8   แปลว่าธรรมดาของโลก (และจักรวาล)  ตราบใดยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร   ก็ต้องเจอครบทั้ง  8  ประการทุกคน   เพียงแต่  คนทำดีอาจเจอโลกธรรมด้านที่น่าพอใจมากกว่า    คนทำชั่วอาจเจอโลกธรรมด้านที่ไม่น่าพอใจมากกว่า

 

แต่ต้องเจอทุกคนครับ   ไม่ว่าพระราชามหากษัตริย์  ลงไปถึงคนสามัญ  แม้แต่พระอรหันต์  หรือพระศาสดาใดใดก็ตาม

 

มีคนถามพระพุทธเจ้าว่า   พระอรหันต์ยังต้องเจอโลกธรรม  8  อยู่หรือไม่

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า   ตราบใดยังอยู่ในโลก ( และจักรวาล ) ต้องเจออยู่ดี

 

เพียงแต่ผู้บรรลุนิพพานแล้วนั้น   ท่านไม่นำใจไปยึดติดกับโลกธรรมใดใดอีกแล้ว   ไม่ว่าจะด้านที่น่าพอใจ   หรือ   ด้านที่ไม่น่าพอใจก็ตาม

 

ลองดูรอบตัวเราสิครับ   ใครบ้างไม่ถูกนินทา  ใครบ้างไม่เจอโลกธรรม  8   แม้แต่พระศาสดาทั้งหลาย    พระมหากษัตริย์ทั้งหลาย   เรื่อยไปถึงคนสามัญ   แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังเจอเลยครับ

 

ดังนั้น   สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่พยายามให้เกิดแต่โลกธรรมที่พอใจ

 

แต่ต้องมีสติ  ฝึกสติอยู่เสมอ   เมื่อวันใดโลกธรรมฝ่ายที่ไม่น่าพอใจมันเข้ามาหาเรา   เราจะได้ตั้งรับมันได้     และที่สำคัญ   เราต้องพยายามไม่ไปใส่โลกธรรมด้านที่ไม่น่าพอใจให้กับคนอื่นๆอีก   จะได้ไม่บาปแก่ตัว

ไม่ไปเพิ่มทุกข์ให้ใครทั้งทางกาย   วาจา   ใจ

 

ไม่ไปนินทาใคร  ทั้งทางกาย  วาจา  หรือแม้แต่ในใจ ( นินทา  ไม่ใช่แค่การพูดลับหลังนะครับ   แต่คือการด่าว่าในทางเสียหาย  จะต่อหน้าหรือลับหลังก็ถือว่า  นินทา  ครับ )

 

ไม่ไปสร้างความเสื่อมลาภ  หรือเสื่อมยศแก่ใคร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสุจริตชนที่เขาสมควรได้ลาภ  ได้ยศนั้นๆ

 

แล้วจะรู้ว่าวันหนึ่งอะไรอะไรมันก็จะผ่านพ้นไป   ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ก็ตาม

 

โลกนี้แฟร์เสมอครับ   เรื่องสุข  สิ่งสุขเข้ามาได้แล้วก็ผ่านออกไปได้

 

เรื่องทุกข์  สิ่งทุกข์มันก็เข้ามาได้   แล้วก็ต้องผ่านออกไปจนได้เช่นกัน

 

เมื่อราวปีก่อนผมได้อ่านหนังสือเล่มน้อย ราคา 10 บาท  ชื่อ "โชคดี"  โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ   คเวสโก  ครับ  หน้าปกสีแดง  มีรูปวัวตัวใหญ่

 

ท่านเป็นพระอาจารย์สายปฏิบัติ  ศิษย์หลวงพ่อชา   ปัจจุบันท่านอยู่ที่วัดสุนันทวราราม  ใกล้สถานีน้ำตกไทรโยคน้อย  จังหวัดกาญจนบุรี     ท่านจะพิมพ์พระธรรมเทศนา  ประกอบภาพการ์ตูนออกมาเป็นหนังสือน้อยเล่มละสิบบาท   ออกมาทุกช่วงปีใหม่   แน่นอนเล่มนี้เป็นของปีฉลู  ปีวัว  พ.ศ.2552  นี่เอง   ผมตามอ่านงานของท่านเสมอเพราะท่านแสดงธรรมได้ดีมาก   และเป็นเรื่องง่ายๆ   นำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน  

 

จำได้ว่าครั้งแรกสะดุดตากับหนังสือของท่าน   เพราะใช้ชื่อว่า   "เหตุสมควรโกรธ   ไม่มีในโลก"  โดนครับโดน   ยิ่งได้อ่านก็ยิ่งโดน   ใครอยากอ่านงานของท่าน   หาได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯทุกสาขา   หรือที่ร้านหนังสือทั่วไปก็น่าจะมีครับ

 

เรื่อง  This  too  will  pass  ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ก็มาจากหนังสือ  เรื่อง  โชคดี   เล่มนี้แหละครับ

 

กาลครั้งหนึ่งมีพระราชาพระองค์หนึ่ง  บ้างก็ว่าเป็นกษัตริย์โซโลมอนแห่งอิสราเอลโบราณ   บ้างก็ว่าเป็นกษัตริย์พระองค์อื่น  ของประเทศอื่น

 

พระราชาพระองค์นี้ไม่ชอบที่ตนเองมีอารมณ์รุนแรง  ไม่ว่าจะร้องไห้เสียใจ  หรือ  หัวเราะดีใจก็ตาม   พระองค์ประกาศไปทั่วราชอาณาจักรว่า   ให้ทุกคนตามหาของวิเศษที่จะทำให้พระองค์หายโศกเศร้าได้ในเวลาทุกข์ใจ   และพอมีเรื่องดีใจเข้ามามากๆก็คลายความดีใจลงได้

 

เรียกว่าหาของวิเศษที่ทำให้หยุดร้องไห้ก็ได้  หยุดหัวเราะก็ได้ หยุดโกรธก็ได้ หยุดเศร้าก็ได้  หยุดยิ้มก็ได้นั่นแหละครับ 

 

อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องแปลก  หยุดเศร้ายังพอว่า  แต่หยุดดีใจด้วยนี่สิครับ   พระราชาท่านคิดอย่างไรกันหนอ     ที่แย่กว่านั้นคือไอ้ของวิเศษอย่างนี้   หาเท่าไหร่มันก็ไม่เจอสักที    จนทั้งพระราชอาณาจักรท้อแท้ที่จะตามหาซะแล้ว

 

อยู่ๆเจ้าเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งก็มาเข้าเฝ้าพระองค์พร้อมกล่าวว่า   ข้ามีของวิเศษเช่นนั้น   ว่าแล้วก็มอบแหวนทองคำที่มีอักษรสลักข้อความเอาไว้   พระราชาแปลกใจว่า   แหวนทองคำธรรมดานี่จะวิเศษและช่วยให้พระองค์หยุดเศร้า  หยุดโกรธ  หยุดดีใจได้อย่างไร

 

แต่มันก็ทำได้จริงๆครับ   นับตั้งแต่พระองค์ใส่มันแล้ว  พระองค์ลดอารมณ์โกรธ  เศร้า  และดีใจ  รวมทั้งอารมณ์ต่างๆได้เรื่อยๆ

 

แหวนนั้นไม่ใช่แหวนวิเศษ   มันเพียงสลักคำว่า  "This too will pass" แปลว่า  นี้ก็จะผ่านพ้นไป  แต่ผมชอบแปลเองว่า  "แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป" 

 

ใช่ครับ  พระราชาเพียงแต่สวมแหวนนี้  แล้วพอพระองค์ประสบกับเหตุการณ์ที่ชวนให้น่าเศร้า    น่าโกรธ   น่าดีใจ   น่ากระหายใคร่อยาก   หรือน่าอื่นๆอีกมากมาย

 

พระองค์ก็จะเพียงแต่มองดูแหวนวงนี้แล้วบอกกับตัวเองว่า   แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป   พระองค์คำนึงถึงข้อความนี้อยู่เสมอ   ไม่ว่าจะเจอกับอะไร  หรือแม้แต่เมื่อต้องคิดถึงชีวิตของพระองค์เองก็ตาม

 

เพราะว่า  "แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป"

 

จากนั้นพระองค์ก็กลายเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีงาม   มุ่งแต่จะพัฒนาความเจริญในทุกด้านให้แก่ราชอาณาจักรและประชาชน   พระองค์ไม่มามัวหมกหมุ่นกับอารมณ์ใดใดส่วนพระองค์เองอีก    ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเข้ามาในชีวิตของพระองค์และคนรอบข้าง   พระองค์ทำสิ่งที่ดีงามที่สุดเสมอ   แม้ถึงวันที่ความตายมาเยือนก็ตาม

 

เพราะพระองค์ได้เตือนตนเองมาตลอดชีวิตแล้วว่า 

"แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป"

 

ครับ  แม้เราทุกคนจะเป็นคนธรรมดาสามัญ  ไม่ได้บรรลุธรรมอะไรกับเขา   แต่อย่างน้อยผมคิดว่า

 

เมื่อใดที่มีความทุกข์  หรือแม้แต่ความสุขใดใดผ่านเข้ามาในชีวิต

 

เตือนตนเองไว้หน่อยก็ดีครับว่า

 

"แล้วมันก็จะผ่านพ้นไป"

 

จะได้ไม่ประมาทครับ   แล้วนั่นแหละครับ    ชีวิตก็จะได้พบความสุขอย่างแท้จริง

 

edit @ 6 Nov 2009 01:17:23 by newuridos

อย่างที่บอกครับ   เพิ่งเปิดบล็อค  ดังนั้นช่วยนี้เลยเห่อมาก

 

นอกจากจะเห่อบล็อคแล้ว   สังคังและผดผื่นก็เห่อขึ้นตามมาด้วย   เย้ยยยยยยยย   ล้อเล่นครับ

 

ช่วงนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศก่อนครับ   มาเข้าสู่โหมดลี้ลับสยองขวัญกันดีกว่า

 

เรื่องของภูตผีปีศาจและวิญญาณทั้งหลายนั้น  ใครไม่เชื่อก็ไม่เชื่อไปเถอะครับ   แต่ของที่มันมี  ถึงเราไม่เชื่อมันก็มีอยู่อยู่ดี     แต่เชื่อก็ต้องเชื่อแบบมีปัญญาครับ   เชื่อเพื่อไม่ประมาทในความดี  ไม่ใช่เชื่อแบบงมงาย

 

ไม่ใช่ว่า   ผีมีจริงเหรอ   งั้นขอหวยเลย   อย่างนั้นงมงายครับ  อยากรวยก็ทำงานดิครับ  เอาแต่ขอตลอดได้ไง  ขอจากคนด้วยกันตลอด  ยังไม่สมควรเลย  นี่จะไปขอจากสัตว์โลกในภพภูมิอื่นๆอีก  ซะงั้น   

 

ในพระไตรปิฎกก็กล่าวถึงภูตผีปีศาจและอมนุษย์ไว้มาก   ว่าย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา   ตามกรรมของสัตว์โลกทั้งหลายนั้น   และอาจทำอันตรายเราหรือไม่ก็ได้   ขึ้นอยู่กับกรรมของเราเช่นกัน

 

ดังนั้นเมื่อมนุษย์และสัตว์  ไม่ได้อยู่กันแค่สองภพภูมิเท่านั้น   ดังนั้นเราจึงไม่ควรประมาท   เร่งทำความดีไว้และตั้งสติเผื่อแผ่เมตตาให้สัตว์โลกในทุกภพภูมิ    เพราะสุดท้ายแล้วสติและเมตตานั่นแหละครับ  จะเป็นเกราะคุ้มกันตัวเรา   ให้เข้มแข็งและอยู่รอดไม่ว่าจะต้องผจญกับสัตว์จากภพภูมิอื่นๆ  หรือต้องผจญกับมนุษย์ในภพภูมิเดียวกันก็ตาม

 

เช่นเดียวกับเรื่องที่ผมและเพื่อนๆ น้องๆในสาขาวิชาเดียวกันที่มหาวิทยาลัยได้ไปเจอมาครับ  ผมเคยไปโพสเล่าในบอร์ดเกี่ยวกับวิญญาณอยู่ที่หนึ่ง  เลยขุดของเก่ามาใช้ซะเลย   เรื่องนี้เป็นประสบการณ์จริงที่อาจไม่ได้น่ากลัวเหมือนหนังผีที่เขาสร้างให้ผีออกมาฆ่าคน  ( ซึ่งดีแล้วล่ะครับ  เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น  หน้าตาตัวประกอบอย่างผมนี่ตายก่อนแน่เลย )  แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ก็สร้างความแตกตื่นกันไปทั้งสาขาเลยครับ  แต่เนื่องจากเรื่องยาวมาก   จึงขอแบ่งเป็นไตรภาค  สามภาคจบแล้วกันนะครับ

 

รับน้องสยอง(จริง)จัง ภาคที่ 1 บ้านพักปริศนา


ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 4 แล้วครับ เทอมสอง ที่สาขาวิชาของผมพอถึงเทอมสองก็จะมีการหาช่วงเวลาว่างไปจัดกิจกรรมรับน้องกันที่ต่างจังหวัดประมาณ 2-3 วัน ออกเดินทางเย็นวันศุกร์ กลับมากรุงเทพฯวันอาทิตย์ ในปีนั้นสถานที่ที่พาน้องปี 1 ไปจัดกิจกรรมรับน้องก็คือบ้านพักหลังหนึ่งที่ริมทะเล ใน จ. เพชรบุรีครับ บ้านพักหลังนี้อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกับบ้านพักอีกหลายๆหลัง ทั้งที่มีคนอยู่และที่ไม่มีคนอยู่ ประกอบกับก่อนหน้านี้ มีนิสิตคณะเดียวกัน แต่ต่างสาขาวิชา มาจัดกิจกรรมรับน้องที่นี่แล้วถึง 3 สาขา 3 อาทิตย์ เมื่อสาขาของผมเดินทางมาแล้วเป็นคณะที่ 4 จึงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องลี้ลับไม่คาดฝันขึ้น



ทริปรับน้องออกเดินทางจากคณะในเย็นวันศุกร์ครับ แต่ตัวผมเองเดินทางตามไปในบ่ายวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเช้าวันเสาร์มีงานสอนพิเศษ แต่เหตุการณ์วันศุกร์และเสาร์นั้น ก็มีรุ่นน้องผมที่พอจะมีเซนส์ทางวิญญาณอยู่บ้างเล่าให้ผมฟังว่า


ทริปนี้มีคนที่มีสื่อวิญญาณเดินทางมาด้วยกันหลายคน คนที่ผมเคยเล่าว่าสัญญาณแรงสุด ชัดสุด (ขอเรียกว่า นาย ก. ) ก็เดินทางมาด้วย รุ่นน้องผมซึ่งมีสัมผัสเล็กน้อยบอกว่า เมื่อแรกเดินทางมาถึงที่นี่ในคืนวันศุกร์ก็รู้สึกแปลกๆแล้วเหมือนมีอะไรบางอย่าง ที่น่าวิตกกว่านั้นก็คือ ที่นี่อยู่ไม่ไกลชายหาดมากนัก แต่ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งศาลพระภูมิหรือศาลใดใดเลย มีพระพุทธรูปตั้งอยู่หนึ่งองค์ แต่ก็ปราศจากการเคารพบูชาอย่างเหมาะสม ที่แย่กว่านั้นก็คือ รุ่นน้องผมทุกคนต่างก็มัวแต่คิดถึงความสนุกสนานที่จะเกิดขึ้นจากกิจกรรมรับน้อง จนลืมให้มีการจุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทางอย่างที่ควรจะมีจะทำ น้องๆบางคนจึงเริ่มเห็นสิ่งแปลกๆ เช่น มองออกไปข้างนอกเห็นรถกระบะของใครก็ไม่รู้จอดอยู่ข้างบ้าน แต่พอตื่นเช้ามามองออกไปที่นั่น ไม่เพียงแต่จะไม่มีรถกระบะปริศนาอยู่แล้วเท่านั้น แต่บริเวณที่เห็นว่ามีรถกระบะจอดอยู่นั้น กลับกลายเป็นลานซีเมนต์ที่สร้างไว้สูงเพื่อไว้อาบน้ำ ซึ่งรถไม่น่าจะขึ้นไปจอดได้ และจากปากทางเข้ามาจนถึงลานนั้นก็มีทั้งน้ำพุ และสิ่งต่างๆสร้างเบียดกันจนรถไม่น่าจะสามารถเข้ามาจอดถึงบริเวณนั้นได้เลย ถึงอย่างนั้นก็ตามคืนวันศุกร์ก็ยังผ่านพ้นไปได้ด้วยดี



เช้าวันเสาร์ทุกคนไปเล่นน้ำทะเล และจัดกิจกรรมรับน้องกันอย่างสนุกสนานและดูเหมือนไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่พอตกเย็นวันนั้นเองก็เกิดเรื่อง เรื่องของเรื่องคือ คืนวันเสาร์นั้นจะต้องมีพิธีผูกด้ายบายศรีเพื่อรับน้อง และประเพณีของสาขาผมจะต้องมีการนำหินประจำสาขาออกมาให้น้องๆดูเพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซึ่งหินนี้จะไปเอามาจากไหนก็ได้ แต่ปัญหาของการรับน้องครั้งนี้ก็คือ ปีสองที่รับหน้าที่จัดกิจกรรมนั้นลืมเตรียมหินมา น้องปีสองจึงแก้ปัญหาด้วยการไปหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งจากริมชายหาดมาใช้แทน ปัญหาก็เกิดตรงนี้ละครับ น้องๆที่มีสัมผัสเล่าว่า ที่ที่น้องปีสองไปหยิบก้อนหินมานั้น มีวิญญาณผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ ( นี่แหละครับ โบราณเขาถึงว่าอย่าไปเก็บก้อนหินสุ่มสี่สุ่มห้า มันอาจมีพลังชั่วร้าย หรืออาจเป็นหินที่ใช้ทำร้ายใครมาก่อนก็ได้ ) วิญญาณสาวนี้ตั้งแต่มองเห็นว่านาย ก. มีสัมผัสวิญญาณ ก็อยากจะเข้ามาใกล้อยู่แล้ว พอมีคนมาเก็บหินก้อนที่อยู่ใกล้ๆตนไปอีก วิญญาณตนนี้ก็ลอยตามก้อนหินก้อนนั้นเข้ามายังบริเวณบ้านพัก


และคืนวันเสาร์นั้นเอง เมื่อสาขาของผมจะจัดพิธีบายศรีน้องๆ ก็พาทุกคนเดินขึ้นไปรวมกันบนดาดฟ้า รุ่นน้องผมคนหนึ่งเมื่อเดินขึ้นไปเหยียบดาดฟ้าปั๊บ เขาก็รู้สึกทันทีว่า บนดาดฟ้าตอนนี้ ไม่ได้มีแต่พวกเราที่เป็นคนทั่วๆไปอยู่ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ลี้ลับ และไม่มีตัวตน อยู่ร่วมกับพวกเราด้วย



จบภาคที่ 1 บ้านพักปริศนา

 

โปรดติดตามรับน้องสยอง(จริง)จังภาคที่ 2 ปล่อยกูออกไป ในคราวต่อไปครับ

เรื่องของเรื่องคือ  อยากเขียนเรื่องอะไรก็ได้มาเปิดบล็อคครับ

 

ไม่รู้จะเอาอะไรมาเริ่มก็ขุดของเก่ามาก่อนแล้วกันครับ

 

เนื่องจากผมศึกษาอยู่ที่เอกสังคมศึกษา  คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมานาน  ตั้งแต่ป.ตรี จน ตอนนี้ป.โทแล้ว  ด้วยความอาวุโสนี้เอง  ในปีหลังๆก่อนจบป.ตรี  ผมจึงตั้งตนเป็นตั้วเฮีย  ( ย้ำ  ตั้วเฮียนะครับ   แต่ถ้าจะเรียกเพี้ยนเป็นอย่างอื่นที่ใกล้เคียงกัน เช่น ตัวเหี่ย ตั้วเหีย ตั่วเหี้ย ฯลฯ ก็ไม่เป็นไรครับ   ถือว่าความหมายตรงกับตัวผมได้เหมือนกัน )  คอยสร้างคำถามมาคัดเลือกน้องๆเข้าสู่เอกสังคมศึกษา

 

เรื่องของเรื่องคือ   สมัยก่อน  เอกสังคมศึกษาเป็นเอกที่ใครอยากเข้าเรียนก็เข้าได้เลยครับ   ไม่มีการสอบคัดเหมือนเอกภาษาอังกฤษ  เอกเทคโนฯ  เอกคอมพิวเตอร์ฯ    ดังนั้นเวลาใครไปเอกอื่นๆไม่ได้แล้ว  ก็จะมีบางส่วนมาเลือกเอกสังคม   ซึ่งก็ทำให้ผมน้อยใจจนอยากร้องไห้เป็นภาษารัสเซียโบราณอย่างยิ่ง

 

ด้วยเหตุนี้  ผมจึงยอมไม่ได้ครับ  ในฐานะตั่วเหีย เอ้ย  ตั้วเฮียของเอกนี้  ผมจึงสร้างคำถามมาคัดเลือกน้องๆที่คิดจะเข้าสู่เอกสังคมศึกษา   โดยแบ่งเป็นกลุ่มสาระมากมายหลายหมวดหมู่   เนื่องจากผมนั้นมีสาระมากมายอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะเป็น  สารเลว   สาระแน  หรือสาระยำก็ตาม

 

เพื่อไม่ให้เสียเวลามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ  ลองดูนะครับ  ว่าถ้าคุณต้องการเรียนเอกสังคมศึกษา  คุณสามารถผ่านการคัดเลือกได้หรือไม่

 

ข้อสอบอัตนัย 10 ข้อ

หมวดศาสนา

1. พระอะไรเอ่ย   หยาบคาย

2. พระอะไรเอ่ย  ไม่ถึงสิบ

3. พระอะไรเอ่ย  ขี้สงสัย

หมวดภูมิศาสตร์ไทย

4. จังหวัดอะไรเอ่ย  แม่โหดที่สุด

5. เกาะอะไรเอ่ย  เห็นฉันวิ่ง

หมวดภูมิศาสตร์และความรู้รอบโลก

6. แม่น้ำอะไรเอ่ย  ทำบัตรประชาชนแล้ว

7. เพลงชาติอูกานดา  ร้องว่าอย่างไร

หมวดประวัติศาสตร์โลก

8. ราชวงศ์ของจีนราชวงศ์ใด  แน่ที่สุด

9. บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนคนใด  แข่งอะไรแล้วเสมอกับเขาตลอด

หมวดเศรษฐศาสตร์

10. ทำไมชาวนาไทยถึงยากจน

 

ข้อสอบอัตนัยอาจยากไป  ผมเลยมีข้อสอบปรนัยช่วยเหลืออีก 3 ข้อครับ

11. พระมหากษัตริย์พม่า  ที่ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ทรงพระนามว่า  พระเจ้าบุเรงอะไรเอ่ย

ก. นอง 

ข. เจิ่ง 

ค. ท่วม

 

12.  แม่ทัพพม่าคนใดที่ขอดูตัวพระยาจักรี  ในสมัยกรุงธนบุรี

ก. อะแซหวุ่นกี้    

ข. เอ็มเคสุกี้

ค. สุนัขแดกขี้

 

13.  เพลงปลุกใจสมัยจอมพล ป. ที่ร้องว่า  "ไทยรวมกำลังตั้งมั่น  จะสามารถป้องกันขันแข็ง"  ชื่อเพลงว่าอะไร

ก.  ไทยรวมกำลัง

ข.  ไทยรวมกะตังค์

ค.  ไทยรวม แพศ

 

เรียกว่าเป็นข้อสอบ 13 ข้ออาถรรพณ์   ที่ยากจนคุณอยากจะหลั่งน้ำตาทั้งๆที่ไม่ได้มีใครเหยียบตีนอยู่เลยใช่ไหมครับ  ทุกคนซื่อสัตย์กับตัวเองนะครับ  แล้วค่อยเลื่อนลงไปดูเฉลยกัน

 

 

 

 

1. พระสิวะ   เพราะถ้าพระสุภาพ  ต้องพูดว่า  พระสิครับ  หรือ  พระสิจ๊ะคุณโยม

 

2. พระอาญา   เคยได้ยินไหมครับ   พระอาญามิพ้นเก้า   เฮ้ย  ก็ไม่ถึงสิบอ่ะดิ

 

3.  พระถัง   ครับ  เพราะว่า  พระถังทำหยัง?   เอ้ย   นั่นมันพระถังซัมจั๋ง

 

4.  มุกดาหาร   เพราะว่า   มารดาฮุก อุก  อุก  อุก  ฮุกซะจุกกันเลยทีเดียว

 

5.  เกาะ  see  me  run

 

6.  แม่น้ำ นาย

 

7.  อู้กานดา  กลับมาหาพี่เถอะ   อู้กานดา  อย่าหลีกหนีพี่ไป  เอ้ย  มันมีแต่  โอ้กานดา

 

8.  ราชวงศ์ฮั่น    เพราะว่า  เคยได้ยินคนเขาอุทานคำนี้ไหมครับ   ฮั่นแน่ !!!

 

9.  สตรีผู้ยิ่งใหญ่  ชื่อว่า สูสีไทยเฮา  เอ้ย  นั่นมัน  ซูสีไทเฮา

 

10.  ที่ชาวนาไทยยากจนก็เพราะว่า    ไม่มีผลผลิตครับ

สาเหตุที่ไม่มีผลผลิตก็เพราะ

เวลาชาวนาไทยเกี่ยวข้าวแล้วต้องร้องเพลงว่า

"เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว   โยน  โยน"

เลยโยนทิ้งตกน้ำตกท่าไปหมดเลยครับ

 

ส่วนปรนัย 3 ข้อไม่เฉลยแล้วกันนะครับ   มันยากมาก   ลองทำดูเองแล้วกันครับ   เริ่มจากตัดข้อที่ไม่น่าใช่ที่สุดออกไปก่อนครับ

 

เห็นไหมครับ  นี่แหละครับข้อสอบคัดเลือกน้องๆเข้าสู่เอกสังคมของผม  

ไม่แปลกใจเลยที่ผมจะตั้งตนเองเป็น  ตั่วเหี้ย  เอ้ย  ตั้วเฮีย 

และก็ไม่น่าแปลกใจเช่นกันที่ทุกวันนี้

คณาจารย์ของสาขานี้   ต้องสร้างข้อสอบคัดเลือกคนเข้าเอกขึ้นมาแล้ว

แฮะแฮะ  ขืนให้ผมคัดเองต่อไป   ครูสังคมศึกษาไทยจะหายไปหมดน่ะสิครับ